[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User : Password :
ค้นหาข้อมูล :
 
การอยู่ค่ายพักแรม
การอยู่ค่ายพักแรม
เมื่อถึงเดือนมกราคม  กุมภาพันธ์  ก็จะเป็นเทศกาล การเข้าค่ายพักแรมของลูกเสือ-เนตรนารี  ของโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี  วันนี้เรามาศึกษาในเรื่องการอยู่ค่ายพักแรมของลูกเสือ-เนตรนารีกันดีกว่า  เพื่อเราจะได้มีความรู้  สามารถเข้าค่ายพักแรมด้วยความเข้าใจ  สามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง  อยู่ในค่ายพักแรมอย่างปลอดภัย  และมีความสุข
จุดประสงค์ของการอยู่ค่ายพักแรม
1. เป็นการเรียนด้วยการกระทำ  ดังนั้นงานภาคปฏิบัติจึงเป็นหัวใจของการฝึก  ความรอบรู้ของผู้บังคับบัญชาฯ  ความพร้อมของอุปกรณ์การฝึก  และสิ่งอำนวยความสะดวก  จะต้องเตรียมล่วงหน้า  ตลอดเวลา  อย่างเพียงพอ
2. ผู้บังคับบัญชาฯ  ต้องเลือกประเภทและชนิดการอยู่ค่ายพักแรม  ให้สนองความต้องการ  ความสามารถ  เพศและวัยของผู้เรียน  ในแต่ระดับชั้น  แต่ละประเภท
3. ผู้บังคับบัญชาฯ  ต้องอยู่อย่างใกล้ชิดกับลูกเสือ-เนตรนารี  เพื่อสังเกตความก้าวหน้า  และการปฏิบัติกิจกรรม  ให้บรรลุตามจุดประสงค์ของกิจกรรม  โดย  แนะนำ  ส่งเสริม  สนับสนุน  หรือ  ห้ามปราม
4. ผู้บังคับบัญชาฯ  จะต้องมีใจรักในเรื่องการอยู่ค่ายพักแรมและมีความคิดสร้างสรรค์  พัฒนาและหากิจกรรมเสริม  เพิ่มเติม  เพื่อพัฒนาลูกเสือ-เนตรนารีของตนอยู่เสมอ 
หลักการและเหตุผลของการอยู่ค่ายพักแรม
1. การอยู่ค่ายพักแรมเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดในการให้การฝึกอบรมลูกเสือ-เนตรนารี  ลูกเสือ-เนตรนารีที่ไม่ได้เข้าค่ายพักแรม  หรือ  ไม่เคยปฏิบัติกิจกรรมการอยู่ค่ายพักแรมก็อาจถือได้ว่ายังไม่ได้เป็นลูกเสือ-เนตรนารีอย่างแท้จริง
2. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ-เนตรนารี  เป็นบุคคลสำคัญที่จะจัดตารางการฝึกอบรมลูกเสือ-เนตรนารีของตนเองเกี่ยวกับการอยูค่ายพักแรม
3. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ-เนตรนารีต้องมองเห็นความสำคัญ  คุณค่าของการอยู่ค่ายพักแรมอย่างแท้จริง  จึงจะสามารถจัดขบวนการได้อย่างเหมาะสม
4. การอยู่ค่ายพักแรม  มิใช่การแยกตัวเองออกไปจากสังคมเมือง  หรือ  การอยู่เป็นส่วนตัว  แต่การอยู่ค่ายพักแรม  คือ  การสร้างประสบการณ์ของชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุขกับธรรมชาติ  การปรับตัวเองเข้ากับพื้นที่เพื่อนลูกเสือ-เนตรนารี  ตามขบวนการของลูกเสือ-เนตรนารี  ผู้บังคับบัญชาฯ  ควรมีความรู้และความเข้าใจกิจกรรมการอยู่ค่ายพักแรมเป็นอย่างดี
5. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ-เนตรนารี  เมื่อคิดว่าจะพาลูกเสือ-เนตรนารีของตนเข้าค่ายพักแรม  ต้องคิดโครงการว่าจะทำสิ่งใดบ้าง
6. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ-เนตรนารีต้องถามท่านเองว่า “จะไปอยู่ค่ายพักแรมทำไม”  ถ้าท่านตอบไม่ได้  ท่านจะไม่ได้รับผลสำเร็จใด ๆ  ในการไปเข้าค่ายพักแรมเลย  ท่านอาจประสบปัญหายุ่งยากมากยิ่งขึ้น  มาตรฐานของการอยู่ค่ายพักแรมต่ำลง  กิจกรรมต่าง ๆ  อาจไม่ได้เตรียมไว้เลย  และในที่สุดความล้มเหลวก็เกิดขึ้น  โดยที่ท่านต้องศูนย์เสีย  ความสุขที่ได้รับ  เสียเวลาอันมีค่ายิ่ง  เสียเงิน  เสียโอกาส  รวมทั้งเสียความรู้สึกที่ดีต่อกิจกรรมการอยู่ค่ายพักแรมด้วย

ผลที่ได้จากการอยู่ค่ายพักแรม
1. ได้มีโอกาสเรียนรู้  และรู้รักสมาชิกแต่ละบุคคลมากขึ้น  จะช่วยในขบวนการเรียนรู้ได้ดี
2. เป็นการทดสอบความรู้ความสามารถของผู้บังคับบัญชาฯ  ลูกเสือ-เนตรนารี  ว่าจะทำหน้าที่ของตนได้ดีมากน้อยเพียงใด  ประสบผลสำเร็จเพียงใด  เพื่อหาโอกาสปรับปรุงแก้ไขในโอกาสต่อไป
3. ส่งผลให้ลูกเสือ-เนตรนารีได้รับการศึกษาวิชาพิเศษ  ได้สร้างอุปนิสัยของการเป็นพลเมืองที่ดีให้กับสมาชิก  จากการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ  มากมาย
ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ-เนตรนารี  ต้องคิดเสมอว่า  ในชีวิตนี้  ปัจจุบันนี้  โลกในยุคนี้  อาจเกิดเหตุการณ์วิกฤตต่าง ๆ  เช่น  การขาดอาหาร  ขาดน้ำ  ขาดไฟฟ้า  หรือ  ความสะดวกสบายบางอย่าง  ที่มนุษย์ต้องการ  กิจกรรมการอยู่ค่ายพักแรม  เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ฝึกฝนในการดำรงชีวิตที่ดีกิจกรรมหนึ่ง

องค์ประกอบสำคัญของกิจกรรมการอยู่ค่ายพักแรม
1. ผู้เข้าร่วมการอยู่ค่ายพักแรม  (Campers)  ได้แก่  ลูกเสือ-เนตรนารี  ผู้บังคับบัญชาฯ  และ  อื่น ๆ 
2. กิจกรรม  (Programme)
3. งบประมาณ  (Budget)


ชนิดของการอยู่ค่ายพักแรม
1. การอยู่ค่ายพักแรมของลูกเสือสำรอง  (Pack Holiday  and Day Camps)
เป็นกิจกรรมเฉพาะช่วงเวลาจำกัด  จัดขึ้นเพื่อเด็กลูกเสือสำรอง  เป็นการศึกษาทักษะการอยู่ค่ายเบื้องต้น
2. การอยู่ค่ายพักแรมของกองลูกเสือแต่ละประเภท  (The Troop  Camps)
เป็นกิจกรรมอยู่ค่ายพักแรมที่มีลักษณะเด่นชัด  เป็นรูปธรรมมากขึ้น  มีรูปแบบการฝึกอบรม  มีผู้ใหญ่คอยช่วยชี้แนะ  โดย ปกติใช้เวลา  2 – 3  วัน  หรือ  อาจถึง  7  วัน
3. การอยู่ค่ายพักแรม  โดยมีอุปกรณ์ขนาดเบา  (The Lightweight Standing Camps)
เป็นกิจกรรมพักแรมที่พัฒนามากขึ้น  มีการศึกษาถึงกิจกรรมต่าง ๆ  มีรูปแบบของการใช้ชีวิตในค่ายแบบง่าย ๆ  เคลื่อนย้ายไปง่าย  อาจมีกิจกรรมการเดินทางไกล  โดยมีเครื่องหลังของตนเอง
4. การฝึกอบรมการอยู่ค่ายพักแรม  (Patrol or Training Camps)
เป็นการพัฒนาจากแบบที่ 2 – 3  โดยเฉพาะการทำงานเป็นหมู่  พวก  (Team Work)  เช่น  การฝึกอบรมนายหมู่  ฯลฯ
5. การเดินทางไกลอยู่ค่ายพักแรมเฉพาะที่  หรือ  เฉพาะกิจ  (The Hide Camps)
เป็นการพัฒนาทางธรรมชาติ  ทั้งจากระบบหมู่  และประสบการณ์ของแต่ละบุคคล  จะกระทำเป็นช่วงเวลา  หรือ  ระยะสั้น ๆ  อาจนำไปสู่  การเดินทางไกลที่มีมาตรฐานสูงยิ่งขึ้น  คือ  วิชาพิเศษการเดินทางไกลและอยู่ค่ายพักแรม  (Advanced Scout Standard Hike) 
6. การพักแรมเป็นคณะร่วมกับสมาชิก  (The Mobils Patrol Camps)
มีลักษณะเช่นเดียวกับแบบที่ 2  อาจจะเรียกว่า  ทัศนศึกษาก็ได้  การเดินทางอาจใช้  โดยเท้า  เรือ  จักรยาน  รถยนต์  หรือ  รถไฟ  นายหมู่ หรือ ผู้นำ  เป็นผู้นำการอยู่ค่ายพักแรม
7. การพักแรมเพื่อยังชีพ  (The Suruival Camps)
เป็นการอยู่ค่ายพักแรมเพื่อการเรียนรู้  และการสร้างประสบการณ์เพื่อการยังชีพไปด้วย  เช่น  การเรียนรู้ธรรมชาติ  การประกอบอาหาร  การสร้างที่พัก  เป็นการส่งเสริมทักษะลูกเสือ-เนตรนารี  ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
8. การพักแรมพร้อมกับกิจกรรมที่ท้าทาย  (The Expedition at Home or Aboad)
หมายถึงการเดินทางเพื่อไปทำกิจกรรมที่ท้าทาย  สนุกสนาน  มากกว่าการอยู่ในค่ายพักแรมเพียงอย่างเดียว  เช่น  การไต่เขา  แล่นเรือใบ  หรือ  อาจเป็นการเข้าค่ายเพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่น
9. งานชุมนุมนานาชาติ  (International Camps)
กิจกรรมการอยู่ค่ายพักแรมทั้ง  8  ชนิด  อาจเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน  เมื่ออยู่ในงานชุมนุมลูกเสือ  จะจัดโดยคณะลูกเสือของประเทศใดประเทศหนึ่ง  จึงใช้ชื่อ  International Camps  หรือ  “World Scout Jamborees”  หรือ  Foreign National Camps  หรือ  International Scout Camps  แล้วแต่สถาบัน หรือ คณะลูกเสือแห่งชาติของแต่ละประเทศเป็นผู้กำหนด




เอกสาร : 1092.doc


โดย: มาสเตอร์  จงรักษ์    วงศ์เสวต (ออกเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2555)
งาน: งานลูกเสือและเนตรนารี
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: สำนักงานคณะกรรมการลูกเสือแห่งชาติ


ติดตามข่าวจากหน้า Facebook Fan Page
แบ่งปันหน้านี้